ซานติก้าผับ

 การจัดการความปลอดภัยในอาคารสถานบริการ : ศึกษากรณี ซานติก้าผับ, กรุงเทพฯ

 

Safety Management for Entertainment Spot : Case Study Santika Pub , Bangkok

 

โดย

นายรณภพ สุนทรโรหิต  

 

บทคัดย่อ

สถานบริการเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ผู้คนในสังคมมักใช้ในการพักผ่อนหย่อนใจ หากพิจารณาถึงความไม่ปลอดภัยจากการใช้อาคารประเภทนี้ก็คืออัคคีภัย ซึ่งการเกิดอัคคีภัยในสถานบริการแต่ละครั้งจะทำความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของผู้ใช้อาคารเป็นจำนวนมาก  และจากเหตุการณ์ล่าสุดที่นำมาเป็นกรณีศึกษาคือ “ซานติก้าผับ” ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๒ ทำให้มีผู้เสียชีวิต ๖๖ คน และได้รับบาดเจ็บอีกไม่น้อยกว่า ๒๒๙ คน ยังไม่รวมทรัพย์สินที่เสียหายอีกนับสิบล้านบาท จากการศึกษาพบว่าสถานบริการแห่งนี้มีการนำเอาวัสดุไม่เหมาะสมมาใช้ตกแต่งอาคาร และในวันเกิดเหตุมีจำนวนผู้คนเข้าใช้อาคารมากเกินกว่าขีดความสามารถของเส้นทางหนีไฟและประตูทางออกของอาคาร  รวมไปถึงไม่มีการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันและระงับอัคคีภัยตามมาตรฐาน อีกทั้งไม่มีแผนบริหารจัดการด้านความปลอดภัยในอาคาร  ซึ่งผลที่ได้จากการศึกษาสามารถช่วยระบุสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้ผู้ที่ประกอบกิจการสถานบริการอื่น หน่วยงานราชการ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใช้เป็นแนวทางในการวิเคราะห์และแนวทางในการแก้ไขปัญหาของอาคารสถานบริการ อีกทั้งจะเห็นถึงความจำเป็นในเรื่องของภาครัฐที่จะกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งกฎหมายควบคุมอาคารต้องมีลักษณะเฉพาะสำหรับอาคารประเภทสถานบริการและมีบทลงโทษที่รุนแรงกับผู้กระทำผิด   โดยเริ่มตั้งแต่การออกแบบตกแต่งอาคารจากวิศวกรหรือสถาปนิกที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ การขอและใช้อาคารตามที่ได้รับอนุญาต มีการติดตั้งอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยครบตามข้อกำหนดและตรวจสอบให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอ รวมถึงมีแผนการจัดการด้านความปลอดภัยอย่างครบถ้วน

 

 

Abstract

 

Entertainment spot is another alternative used in relaxation and rest of people in the society. In consideration on danger caused by this kind of spot, it is found that fire is the main one. Fire occurring in entertainment spot each time damages lives and properties of and injure a lot of people in the spot. According to the latest incident used as case study, it is the case of  “Santika Pub” in which there was fire on 1 January, 2009 that killed 66 people and injured at least 229 people, and the loss of tens of millions of value of properties. According to the study, it was found that the improper materials were used as decoration in this entertainment sport. On the incident day, there were too many people, more than the capacity of means of egress and the exit of the building. Also, there was no life safety equipment and fire protection under the standard in the building and there was no plan on safety management for the building. The results from the study can be used to identify the conditions of problem so that the business operators of other entertainment spots, government agencies, or concerned agencies can uses as a guideline in performing analysis and as a guideline for solving problem of the entertainment spot. And, it helps understand the government in the supervision and enforcement of the law. The law governing the building control must be detailed on the particular characteristics of entertainment spot and there must be provision on severe punishment against those violating the law, ranging from the design of building prepared by licensed engineer and licensed architect, the application for the establishment and use of building as permitted, the installation of safety equipment under the full requirements and the inspection so that it could be in proper condition for use always, also there must be a complete plan on safety management.

 

 


 

บทนำ

 

           ท่ามกลางความเจริญของสังคมเมื่อชุมชนและสังคมเมืองเกิดความแออัดยัดเยียดขึ้นผู้คนต่างมุ่งหวังที่จะสร้างรายได้เพื่อเลี้ยงชีพให้กับตนเองและครอบครัว ในสภาวะการณ์การทำงานและการเอาตัวรอด ความเครียดจึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ ทางออกของผู้คนในสังคมส่วนหนึ่งมักมีความต้องการสถานที่ใช้พักผ่อนและสันทนาการจึงมีความจำเป็นต่อชุมชนและสังคมเมือง สถานบริการเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ผู้คนมักนิยมเข้าไปใช้บริการพักผ่อนหย่อนใจ  แต่จะมีสักกี่คนที่จะทราบหรือคำนึงถึงอันตรายหรือความไม่ปลอดภัยในอาคารสถานบริการที่ตนได้เข้าไปใช้บริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่ปลอดภัยจากอัคคีภัยเป็นสาเหตุลำดับต้นๆของความไม่ปลอดภัยในอาคารประเภทสถานบริการ สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะผู้ประกอบการมักจะให้ความสำคัญหรือทุ่มเทงบประมาณไปในเรื่องของการก่อสร้างตกแต่งให้อาคารของตนมีความสวยงาม หรูหรา โอ่อ่า ของตัวอาคารมากกว่า  และบางครั้งถึงกับตัดลดงบประมาณหรือไม่ให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัย เช่น การเลือกใช้วัสดุตกแต่งประเภทที่ไม่ลามไฟ, การติดตั้งอุปกรณ์ด้าน การป้องกัน แจ้งเตือน และระงับอัคคีภัย, การจัดให้มีผู้ตรวจสอบอาคารและมีแผนบริหารจัดการด้านความปลอดภัยของสถานบริการ ฯลฯ ทั้งที่เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชนผู้เข้ามาใช้บริการ โดยทั่วไปแล้วสถานบริการมีกฎหมายที่ควบคุมโดยตรงอยู่ 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร และ พระราชบัญญัติสถานบริการ  

 

                   พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร  กำหนดในเรื่องของผู้ใดจะก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน เคลื่อนย้าย และใช้หรือเปลี่ยนแปลงการใช้อาคาร ต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น ในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร หมายความว่า

                    นายกเทศมนตรี สำหรับในเขตเทศบาล

                    นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด สำหรับในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด

                    ประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบล สำหรับในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล

                    ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สำหรับในเขตกรุงเทพมหานคร

                    นายกเมืองพัทยา สำหรับในเขตเมืองพัทยา

                    ผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองท้องถิ่นอื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด สำหรับในเขตองค์กรปกครองท้องถิ่นนั้น        

                     

                  พระราชบัญญัติสถานบริการ ในมาตรา 4 บัญญัติว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดตั้งสถานบริการ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่”  คำว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ ในเขตกรุงเทพมหานคร คือ ผู้กำกับการหรือรองผู้กำกับการซึ่งเป็นหัวหน้าสถานีตำรวจนครบาลท้องที่  ในจังหวัดอื่นอยู่ในอำนาจของนายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอท้องที่ที่สถานบริการนั้นตั้งอยู่  

                  โดยพระราชบัญญัติสถานบริการได้ให้คำนิยามสถานบริการ หมายความว่า “สถานที่ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการโดยหวังประโยชน์ในทางการค้า”  พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.๒๕๐๙ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๔๖ ได้แบ่งสถานบริการเป็น ๖ ประเภท โดยใช้องค์ประกอบดังนี้

 

1. สถานเต้นรำ รำวง หรือรองเง็ง เป็นปกติธุรกิจประเภทที่มีและประเภทที่ไม่มีคู่บริการ

 

2. สถานที่ที่มีอาหาร สุรา น้ำชา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่ายและบริการ โดยมีผู้บำเรอสำหรับปรนนิบัติลูกค้า

 

3. สถานอาบน้ำ นวด หรืออบตัว ซึ่งมีผู้บริการให้แก่ลูกค้า เว้นแต่ สถานบริการที่เป็นการนวดแผนไทยตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล หรือสถานที่เพื่อสุขภาพเพื่อเสริมสวยที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด และสถานที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนดในกระทรวง

 

4. สถานที่ที่มีอาหาร สุรา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่ายหรือให้บริการ โดยมีการแสดงดนตรี การแสดงอื่นใดเพื่อความบันเทิง การจัดอุปกรณ์การร้องเพลงประกอบดนตรีให้แก่ลูกค้าการแสดงเต้นบนเวทีหรือบริเวณโต๊ะอาหารหรือเครื่องดื่ม หรือสถานที่ที่มีการจัดแสง เสียงหรืออุปกรณ์อื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

5. สถานที่ที่มีอาหาร สุรา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่าย โดยจัดให้มีการแสดงดนตรี หรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิงซึ่งจัดทำการหลัง 24.00 นาฬิกา

 

6.  สถานที่อื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

               เมื่อพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้ง ๒ ฉบับ จะพบว่ามีเจตนารมณ์การบังคับใช้ในการควบคุมแต่ละภาคส่วนแตกต่างกันและบางกรณีก็ไม่ชัดเจน กล่าวคือ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ได้มีบทบัญญัติว่าต้องขออนุญาตและได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น(ยกเว้นกรณีใช้ ม.39ทวิ)ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน เคลื่อนย้าย และใช้หรือเปลี่ยนแปลงการใช้อาคาร ซึ่งจะเน้นไปในเรื่องของขนาดพื้นที่อาคารในการควบคุม แต่พระราชบัญญัติสถานบริการจะกำหนดในเรื่องของลักษณะการให้บริการและคุณสมบัติของผู้ให้บริการและผลในการควบคุม ซึ่งในกรณีนี้ซานติก้าผับได้ยื่นขออนุญาตก่อสร้างเป็นอาคารพาณิชย์เพื่อพักอาศัย และในภายหลังได้เปลี่ยนแปลงการใช้อาคารเป็นสถานบริการโดยมิได้แจ้งขอต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นทำให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมิอาจทราบได้ถึงการเปลี่ยนแปลงการใช้อาคาร เพราะกฎหมายควบคุมอาคารมีข้อกำหนดให้อาคารประเภทสถานบริการที่เข้าเกณฑ์ต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบในเรื่องความปลอดภัยจากอัคคีภัย ระบบการจัดการความปลอดภัยของอาคาร และอื่นๆ  ส่วนพระราชบัญญัติสถานบริการพนักงานเจ้าหน้าที่จะมุ่งเน้นเข้าไปตรวจสถานบริการเพื่อตรวจสอบการดำเนินการและกิจกรรมภายในสถานบริการนั้นในเวลาที่สถานบริการเปิดทำการว่าถูกต้องและไม่ขัดต่อกฎหมายพระราชบัญญัติสถานบริการมากกว่า ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องตรวจสอบความปลอดภัยด้านอัคคีภัย ระบบการจัดการความปลอดภัยของอาคาร ซึ่งหัวข้อเหล่านี้จะอยู่ในกฎหมายควบคุมอาคารหรือแม้กระทั่งข้อบังคับที่ไม่ชัดเจนเช่นกฎกระทรวงที่ออกโดยอาศัยอำนาจของ พรบ.ควบคุมอาคาร คือ “กฎกระทรวงกำหนดชนิดหรือประเภทของอาคารที่เจ้าของอาคารหรือผู้ครอบครองหรือผู้ดำเนินการต้องทำการประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลภายนอก พ.ศ.๒๕๔๘” ที่ไม่ได้กำหนดทุนเอาประกันภัยหรือวงเงินค่าชดเชยความเสียหายต่อบุคคลขึ้นต่ำเอาไว้ หรือมิได้กำหนดบทลงโทษหากไม่จัดทำกรมธรรม์ประเภทนี้นับเป็นข้อบกพร่องอีกด้านของกฎหมาย ซึ่งแทนที่ประชาชนทั่วไปที่ได้รับความเสียหายจะได้รับการชดเชยในกรณีนี้จากบริษัทประกันภัยซึ่งมีความรวดเร็วกว่าหากเปรียบเทียบกับที่ผู้เสียหายต้องไปดำเนินการฟ้องร้องจากผู้ประกอบการเอง อีกทั้งกฎหมายควบคุมสถานบริการมีหลายๆภาคส่วนที่ไม่สอดคล้องกันจนเป็นที่มาของช่องว่าง ทำให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีจริยธรรมบางรายอาศัยช่องว่างหรือความไม่ชัดเจนของกฎหมายในการดำเนินธุรกิจของตน จากกรณีที่นำมาศึกษา ซานติก้าผับ กรุงเทพ ไม่ได้เป็นกรณีแรกหรือกรณีเดียวที่เกิดอัคคีภัยขึ้นกับอาคารสถานบริการ เหตุการณ์โศกนาฎกรรมไฟไหม้ที่ผ่านมามีการบันทึกไว้ตั้งแต่ปี 1970 ต่อไปนี้เป็นข้อมูล 10 เหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตจากเพลิงไหม้ในสถานบริการ

 

 

 

The 10 deadliest foreign (outside the U.S.) nightclub fires since 1970

                                                                                  

 

ลำดับที่

 

เหตุการณ์เพลิงไหม้

 

วันเดือนปี พศ.

 

จำนวนผู้เสียชีวิต

1

Disco/dance hall, Luoyang, China

25 ธ.ค.2543

309

2

Cromagnon Republic club, Buenos Aires, Argentina

30 ธ.ค.2547

180

3

Ozone Disco Club, Quezon ,The Phillippines

18 มี.ค.2539

160

4

Club Cinq, St.Laurent du Pont, France

20 พ.ย.2514

143

5

Alcala 20 disco, Madrid, Spain

17 ธ.ค.2526

81

6

Weierkang Club, Taichung, Taiwan

15 ก.พ.2538

64

7

Disco/dance hall, Gothenburg, Sweden

28 ต.ค.2541

63

8

Saigon international Trade Center, Ho Chi Mint City, Vietnam

30 ต.ค.2545

61

9

Karaoke Club, Uramqi, Xinjiang province, China

25 เม.ย.2538

51

10

La Gorjira nightclub, Caracus, Venezuela

1 ธ.ค.2543

47

                                                                                      แหล่งที่มา www.nfpa.org

 

 

 

ประวัติซานติก้าผับ

         ซานติก้าผับ กรุงเทพฯ เปิดตัวเมื่อปี ๒๕๔๖ ถือว่าเป็นแหล่งบันเทิงชื่อดังแห่งหนึ่งในย่านเอกมัย  “SANTIKA”  มาจากภาษาสเปนที่แปลว่าธรรมชาติที่สวยงาม และด้วยความมุ่งหวังที่จะทำให้เป็นสถานที่สร้างสีสันความสุขและความบันเทิง จึงเป็นแหล่งชุมนุมของไฮโซ ดารา นักร้อง ผู้คนในแวดวงบังเทิงและนักเที่ยวยามราตรี จากการที่สถานที่แห่งนี้มีรูปแบบโอ่อ่าหรูหราจึงมีผู้คนไปใช้บริการเป็นจำนวนมาก โดยวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๖ ซานติก้าผับได้ยื่นหนังสือต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ขออนุญาตก่อสร้างอาคารพาณิชย์เพื่อพักอาศัยในบริเวณซอยเอกมัยฯ ต่อมาได้ยื่นหนังสือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสถานบริการที่สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อเพื่อขออนุญาตเป็นสถานบริการ  แต่เนื่องจากซานติก้าผับตั้งอยู่ในเขตนอกพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ (Zoning)  ซึ่งโดยทั่วไปการที่จะขออนุญาตตั้งสถานบริการได้จะต้องอยู่ในเขตพื้นที่อนุญาตให้ตั้งสถานบริการเท่านั้น  ดังนั้นทางหัวหน้าสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่จึงไม่อนุญาตเนื่องจากเหตุผลดังกล่าว  และในระหว่างที่ยังไม่ได้รับอนุญาตนี้ผู้ประกอบการได้ฝ่าฝืนกฎหมายเปิดดำเนินกิจการตั้งแต่วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ ทั้งๆที่ยังไม่ได้รับอนุญาต โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมฐานเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตและจำหน่ายสุราในเวลาห้าม ดำเนินคดีและส่งฟ้องศาลรวมถึง 47 ครั้ง และในระหว่างคดีอยู่ในกระบวนการยุติธรรมยังไม่สิ้นสุดทางซานติก้าผับได้ร้องขอต่อศาลปกครองให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อดำเนินกิจการต่อไปได้

 

          แต่อุปสรรคของผู้ประกอบการซานติก้ายังไม่หมดสิ้นเมื่อเจ้าของที่ดินที่ผู้ประกอบการซานติก้าผับเช่าใช้ที่ดินอยู่ต้องการนำที่ดินผืนนี้ไปก่อสร้างคอนโดมิเนียมจึงขอยกเลิกสัญญาเช่าที่ดิน แต่ผู้ประกอบการก็มีการต่อรองโดยขอเช่าที่ดินต่อและได้ทำการปรับปรุงอาคารสถานที่และเปิดดำเนินกิจการใหม่ในต้นปี พ.ศ.๒๕๕๑ อย่างไรก็ดีในภายหลังทางเจ้าของที่ดินได้ยื่นคำขาดต่อผู้ประกอบการซานติก้าผับว่าขอยกเลิกสัญญาเช่าและให้ส่งมอบพื้นที่รวมถึงต้องปิดกิจการซานติก้าผับภายในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๒ ดังนั้นซานติก้าผับจึงได้แจ้งลูกค้าขาประจำและผู้คนในแวดวงว่าจะมีการจัดงานอำลาซานติก้าผับโดยใช้ชื่องานว่า “Goodbuy Santika” ในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๑ พร้อมทั้งเชิญลูกค้าร่วมการเค้าท์ดาวน์ช่วงปีใหม่และปิดตัวถาวรของซานติก้าผับ ซึ่งในวันดังกล่าวได้มีนักร้อง ดีเจ นักแสดงชื่อดัง รวมถึงผู้มีชื่อเสียงในแวดวงบันเทิงเข้ามาร่วมงานเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่มีใครล่วงรู้ถึงโศกนาฎกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นกับอาคารแห่งนี้ในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

 

ข้อมูลอาคาร 

       อาคารของซานติก้าผับมีลักษณะเป็นอาคารสาธารณะพื้น 3 ระดับ โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก  ตรงกลางของอาคารเปิดโล่งเป็นโถงสูงถึงหลังคา โครงสร้างของหลังคาเป็นเหล็กรูปพรรณหลังคาเป็นแผ่นเหล็กเคลือบปิดด้วยวัสดุฉนวน ตกแต่งภายในด้วยโครงเหล็กเป็นรูปโดม  พื้นชั้นล่างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก เสาของอาคารหลายต้นเป็นเหล็กและถูกตกแต่งหุ้มด้วยไฟเบอร์กลาสเรซิ่น ผนังและกำแพงของอาคารส่วนใหญ่เป็นอิฐมอญและอิฐมวลเบา  มีโครงสร้างเหล็กติดตั้งอุปกรณ์เวทีกลางอาคาร ผนังโดยทั่วไปเป็นก่ออิฐมวลเบาและมีบางส่วนถูกปิดหุ้มด้วยไฟเบอร์กลาสเรซิ่นและนวมฟองน้ำ มีพื้นต่างกันหลายระดับและชั้นใต้ดินใช้เป็นห้องน้ำรวมถึงมีพื้นที่ให้บริการในชั้นนี้มีพื้นที่ประมาณ ๓๐๖ ตารางเมตร ไม่รวมห้องวีไอพีและชั้นลอยมีพื้นที่ให้บริการอีกประมาณ ๒๓๖ ตารางเมตร ดังนั้นหากรวมพื้นที่ให้บริการทั้งสองส่วนจะได้ประมาณ ๕๔๒ ตารางเมตร ส่วนห้องวีไอพีด้านหลังมีทางเข้าออกเป็นอิสระแยกออกจากส่วนพื้นที่ห้องโถงใหญ่ ซึ่งมีพื้นที่รวมชั้นลอยด้วยประมาณ ๑๒๘ ตารางเมตร และมีพื้นที่เวทีรวมประมาณ ๕๗ ตารางเมตร

 

        ประตูทางเข้าออกหลักมีทางเดียว ด้านหน้าใช้ประตูบานเลื่อนสามารถเปิดได้กว้างสุทธิ ๒,๑๘๐ มิลลิเมตร มีประตูกระจกด้านข้างอาคารเยื้องมาทางด้านหน้าเป็นประตูบานสวิงสามารถเปิดได้ทั้งสองทิศทางกว้างสุทธิ ๘๓๐ มิลลิเมตร ด้านหลังมีทางออกจากพื้นที่บริการระดับชั้นพื้นดินได้หนึ่งทาง ผ่านประตูส่วนที่แคบที่สุดเป็นประตูบานสวิงและเปิดสวนทิศทางการอพยพหนีไฟซึ่งกว้างสุทธิ ๑,๒๐๐ มิลลิเมตร (ไม่รวมทางออกหลังเวทีเพราะผู้ใช้โดยทั่วไปมองไม่เห็น และประตูสำหรับออกไประเบียงเพื่อสูบบุหรี่ซึ่งมีความกว้าง ๖๐๐ มิลลิเมตร ซึ่งเป็นความกว้างต่ำกว่ากฎหมายกำหนด)  ถึงแม้ว่าประตูบานสุดท้ายด้านหลังจะมีจำนวนถึง ๒ บาน ที่มีความกว้าง ๑,๖๐๐ มิลลิเมตร และด้านห้องวีไอพีมีอีกบานที่มีความกว้างถึง ๒,๐๐๐ มิลลิเมตร แต่ก็ไม่นำมาพิจารณา นอกจากนี้ในสถานที่เกิดเหตุยังไม่พบป้ายบอกทางหนีไฟและไม่พบโคมไฟแสงสว่างฉุกเฉินบริเวณพื้นที่ชุมนุมคน แต่พบเพียงบริเวณหน้าห้องครัวและเค๊าท์เตอร์เมนไฟฟ้าอย่างละชุด

 

            ระบบป้องกันอัคคีภัยอื่นๆที่สำคัญ จากข้อมูลการตรวจสอบไม่พบระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้อำนาจเจ้าพนักงานท้องถิ่นออกคำสั่งให้มีระบบนี้ได้สำหรับอาคารสาธารณะ และไม่พบระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิง แต่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องมีระบบนี้ และพบถังดับเพลิงจำนวน ๓ ถัง ในที่เกิดเหตุ

 

           ความจุคนสูงสุดของสถานบริการไม่ถูกกำหนดให้ต้องปฏิบัติ เพราะไม่มีข้อกฎหมายบังคับไว้ในปัจจุบัน จากข้อมูลพยานพบว่าวันธรรมดาระหว่างวันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี จะมีคนมาเที่ยวประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ คน ส่วนวันศุกร์,เสาร์ จะมีคนประมาณ ๘๐๐-๑,๐๐๐ คน แต่วันที่มีรายการพิเศษสามารถจุคนได้เต็มที่ประมาณ ๑,๒๐๐ คน

 

          จากข้อมูลการเข้าตรวจสอบพื้นที่หลังเกิดเหตุ มีรายงานว่าพบวัสดุฉนวนกันเสียงบุตามผนังและหลังคาเพื่อลดความดังของเสียงที่จะออกสู่นอกอาคารซึ่งอาจนำไปสู่การร้องเรียนของผู้อยู่อาศัยใกล้เคียง ยิ่งไปกว่านั้นยังพบวัสดุตกแต่งเสา ผนัง ที่ปิดห่อหุ้มด้วยไฟเบอร์กลาสเรซิ่นเป็นรูปคล้ายการก่ออิฐที่ทำตกแต่งไว้ และที่ผนังพบว่ามีการบุฟองน้ำขนาดใหญ่ภายในห้องวีไอพี ซึ่งวัสดุที่กล่าวมานี้สามารถจุดติดไฟได้ด้วยไม้ขีดเพียงก้านเดียวหรือจุดติดไฟได้ง่ายและรวดเร็วเหมือนจุดเทียนเลยทีเดียวและสามารถปล่อยพลังงานความร้อนออกมาประมาณ ๔๐ กิโลจูลต่อกรัม ซึ่งมีค่าใกล้เคียงกับน้ำมันเบนซิน วัสดุดังกล่าวเป็นวัสดุที่ไม่ได้ผลิตมาให้มีความสามารถในการหน่วงไฟ (Flame Retardant) เลย ดังนั้นจึงเป็นวัสดุติดไฟและลามไฟได้ง่าย นอกจากนี้ยังพบวัสดุผนังที่ทำจากไม้อัดและโครงคร่าวของผนัง เพดานและพื้นชั้นลอยที่ทำจากไม้อีกเป็นจำนวนมาก ที่เป็นสาเหตุให้เพลิงไหม้ได้อย่างรุนแรงและรวดเร็วจนแทบไม่มีเวลาเพียงพอในการหนีไฟออกมา ตามข้อมูลทางวิชาการทำให้เชื่อว่าหลายคนคงหมดสติเนื่องมาจากก๊าซพิษ สำลักควัน และขาดการหายใจในที่สุด และนั่นก็คือสาเหตุการตายของคนส่วนใหญ่ ส่วนการเผาไหม้ร่างกายจากเพลิงไหม้ตามภาพข่าวที่ปรากฎจะเกิดตามมาภายหลัง ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีบ้าง กล่าวคือ หลังคาบางส่วนได้ถล่มลงมาขณะเกิดเพลิงไหม้จึงทำให้ก๊าซพิษ ความร้อน และควันไฟได้ถูกระบายออกจากอาคารได้ จึงทำให้หลายคนรอดชีวิตโดยหนีออกมาจากอาคารได้ด้วยตนเองหรือจากความช่วยเหลือของหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัย

 

          หลังเหตุการณ์สงบลงเจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุและเก็บกู้ซากผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ โดยในเบื้องต้นพบศพในที่เกิดเหตุรวม 55 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลกว่า 229 ราย แยกเป็นชาวไทย 188 ราย ชาวต่างชาติ 41 ราย ซึ่งส่วนหนึ่งเมื่อได้รับการรักษาเบื้องต้นแล้วก็สามารถกลับบ้านได้ บางส่วนต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยมีผู้ที่อาการสาหัสอยู่ในห้องไอซียูถึง 34 ราย ซึ่งต่อมามีผู้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลเพิ่มเติมอีก 11 ราย ทำให้ในที่สุดยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 66 ราย

 

 

 

 

           จากการคำนวณจากความกว้างของทางหนีไฟที่มีอยู่จริง พบว่าทางออกฉุกเฉินรองรับได้เพียง 408 คน ในขณะที่ซานติก้าผับออกแบบให้บริการลูกค้าได้ปกติประมาณ 564 คน (ไม่รวมคนในห้องวีไอพีและส่วนบริการด้านหลังซึ่งมีทางออกเฉพาะของด้านหลัง) มีทางออกฉุกเฉินไม่เพียงพอถึงแม้ว่ามีจำนวนคนเข้ามาเที่ยวตามปกติ แต่อย่างไรก็ตามมาตรฐานของ วสท. ไม่ได้ถูกใช้บังคับตามกฎหมาย ผู้ประกอบการ วิศวกรหรือสถาปนิก อาจไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามข้อกำหนดของมาตรฐานดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้นในคืนวันเกิดเหตุเป็นคืนที่ซานติก้าได้จัดงานฉลองและงาน Goodbuy Santika เป็นเหตุให้มีผู้เข้ามาใช้บริการมากถึง 1,000 – 1,200 คน หรือมากกว่าสองเท่าของเวลาปกติ ดังนั้นทั้งจำนวนทางออกและขนาดความกว้างของทางออกที่มีอยู่จึงไม่เพียงพอต่อปริมาณคนที่มากมายขนาดนั้น และเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตภายในอาคารเป็นจำนวนมาก

 

             ส่วนโต๊ะ เก้าอี้ สิ่งของอื่นๆตามทางเดิน บันไดเปลี่ยนระดับ พื้นหลายระดับ เส้นทางภายในที่คับแคบ ไม่มีป้ายบอกทางหนีไฟ ไม่มีไฟฟ้าแสงสว่างฉุกเฉิน รวมทั้งในเหตุการณ์ที่กระแสไฟฟ้าดับลงอย่างรวดเร็วเมื่อเริ่มเกิดเพลิงไหม้ ทำให้สมรรถนะของเส้นทางหนีไฟทั้งสามเส้นทางยิ่งเลวร้ายมากขึ้น ผู้คนบนชั้นลอยมากกว่า 230 คน(สมมติฐานตัวเลขจากการคำนวณ) ต้องลงบันไดซึ่งมีทางเดียวมาบรรจบกันตรงบริเวณประตูทางเข้าออกหลักในระดับชั้นพื้นดิน ทำให้บริเวณนั้นกลายเป็นคอขวดและเมื่อสภาพแวดล้อมเริ่มมีการสะสมควันไฟ ก๊าซพิษ และความร้อน อันเนื่องมาจากวัสดุที่ใช้ตกแต่งประเภทโฟม ไฟเบอร์กลาสเรซิ่น และนวมฟองน้ำ กอปรกับกระแสไฟฟ้าดับทำให้ไม่มีแสงสว่างและโครงสร้างเหล็กที่ตกลงจากหลังคา ทำให้เกิดความตื่นตระหนกมากขึ้นและเส้นทางหนีไฟทั้งสามเส้นทางก็จะถูกอุดปิดตายด้วยร่างกายมนุษย์จากการเบียดเสียดกัน ทำให้คนที่เหลืออยู่ด้านหลังหันไปหาเส้นทางออกอื่นๆ เช่น หน้าต่าง ห้องน้ำใต้ดิน ประตูด้านหลัง เป็นต้น แน่นอนว่าทุกคนไม่สามารถหนีออกมาได้หมด เพราะจำนวนคนที่อยู่ภายในอาคารมีมากกว่าขีดจำกัดของเส้นทางหนีไฟนั่นเอง

 

 

  

 

กฎหมายสำคัญอีกฉบับที่ถูกสถานบริการละเลย

           จากการที่กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมได้ออกกฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และ สภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ.๒๕๔๙ ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๙ นั้น ได้กำหนดให้กิจการใน (๑๑) ได้แก่ สถานบริการบันเทิง  นันทนาการ หรือการกีฬา ต้องจัดให้มีข้อบังคับและคู่มือว่าด้วยความปลอดภัยในการทำงานไว้ในสถานประกอบกิจการรวมถึงต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานของสถานประกอบกิจการนั้นๆ ซึ่งเป็นไปตามขนาดและประเภทของกิจการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฯ โดยเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานที่สถานบันเทิงต้องจัดให้มีจะต้องทำหน้าที่ตามกฎกระทรวงกำหนดเป็นอย่างน้อยดังนี้

 

(๑)  กำกับ ดูแล ให้ลูกจ้างในหน่วยงานที่รับผิดชอบปฎิบัติตามข้อบังคับและคู่มือปฎิบัติงาน

 

(๒)  วิเคราะห์งานในหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อค้นหาความเสี่ยงหรืออันตรายเบื้องต้น โดยอาจร่วมดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยขั้นสูงกว่าอื่นๆได้

 

(๓)   สอนวิธีการปฎิบัติงานที่ถูกต้องแก่ลูกจ้างในหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการปฎิบัติงาน

 

(๔)   ตรวจสอบสภาพการทำงาน เครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยก่อนลงมือปฎิบัติงานประจำวัน

 

(๕)   กำกับ ดูแล การใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลของลูกจ้างในหน่วยงานที่รับผิดชอบ

 

(๖)   รายงานการประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญ อันเนื่องจากการทำงานของลูกจ้างต่อนายจ้าง และแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานที่สูงกว่า

 

(๗)   ตรวจสอบหาสาเหตุการประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องจากการทำงานของลูกจ้างร่วมกับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับที่สูงกว่า และรายงานผล รวมทั้งเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาต่อนายจ้างโดยไม่ชักช้า

 

(๘)  ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมความปลอดภัยในการทำงาน

 

(๙)  ปฎิบัติงานด้านความปลอดภัยในการทำงานอื่นตามที่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหารมอบหมาย

 

 

 

ข้อบกพร่องของซานติก้าผับ

           จากข้อมูลการศึกษาข้างต้นจะเห็นได้ว่าสถานบริการแห่งนี้ได้มีการใช้วัสดุตกแต่งภายในอาคาร เป็นวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงจำนวนมาก เช่น โฟม ไฟเบอร์กลาสเรซิ่น ฟองน้ำบุผนัง ขณะเดียวกันยังพบทองแดงของสายไฟที่เป็นฉนวนมีสภาพหลอมละลายพาดวางไว้บนโครงอาคารโดยที่ไม่มีการร้อยสายไฟในท่อแต่อย่างใด หลังคาเป็นแผ่นเหล็กเคลือบปิดด้วยวัสดุฉนวนที่ติดไฟได้คาดว่าเป็นเยื่อกระดาษผสมกาวและโครงสร้างของเหล็กเพดานที่ถูกความร้อนจนกระทั่งเสียรูปทรง เป็นต้น ส่วนวัสดุตกแต่งภายในที่พบทำจากโพลีสไตรีนโฟม ตามขอบคิ้วบัว เสา เพดาน ผนัง และขอบหน้าต่างอาคารจำนวนมาก ซึ่งวัสดุประเภทนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากปิโตรเลียมซึ่งมีคุณสมบัติในการลุกลามไฟได้ง่ายและยังสามารถปล่อยควันดำและก๊าซพิษ ซึ่งทำให้ผู้ที่สูดดมหมดสติได้อย่างรวดเร็วและทำให้มองไม่เห็นเส้นทางหนีไฟ สำหรับประตูทางเข้าออกหลักของซานติก้าผับมีจุดเดียวทางด้านหน้าและส่วนประตูด้านอื่นๆอีก 3 บาน บ้างเป็นประตูที่มีขนาดเล็ก บ้างก็เปิดในทิศสวนทิศทางอพยพ บ้างก็เป็นประตูเฉพาะที่ไม่สามารถสังเกตเห็นได้ง่าย  ซึ่งจากการคำนวณขนาดความกว้างและจำนวนของประตูทางออกที่สถานบริการแห่งนี้มีทั้งหมดแล้วไม่เพียงพอต่อปริมาณผู้คนที่เข้ามาใช้อาคารโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันเกิดเหตุที่มีผู้เข้าใช้นับพันคน ยังไม่รวมถึงการวางหรือตั้งสิ่งของอันเป็นลักษณะกีดขวางเส้นทางหนีไฟ และจุดที่สำคัญอีกจุดหนึ่งคือ จากการตรวจสอบภายในอาคารไม่พบระบบสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ใดๆ ไม่พบระบบตรวจจับควันหรือตรวจจับความร้อน ไม่พบระบบไฟฟ้าแสงสว่างฉุกเฉินในพื้นที่ให้บริการซึ่งมีความสำคัญมากในการอพยพ(พบชุดเดียวที่บริเวณห้องครัวด้านหลัง) ไม่พบป้ายทางหนีไฟหรือแผนผังทางหนีไฟ  ไม่พบระบบดับเพลิงชนิดอัตโนมัติ และที่สำคัญไม่พบว่ามีการจัดให้มีผู้ตรวจสอบอาคารตามกฎหมายแต่อย่างใด ดังนั้นจากข้อมูลดังกล่าวพอสรุปข้อบกพร่องของซานติก้าผับได้ว่าสถานบริการแห่งนี้ไม่ได้ปฎิบัติตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ไม่ว่าจะเป็น พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พระราชบัญญัติสถานบริการ  กฎกระทรวงกำหนดประเภทอาคารที่ต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบหรือ  กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ที่กำหนดให้ต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานในสถานประกอบการ โดยหน้าที่ส่วนหนึ่งก็เพื่อที่จะจัดทำข้อบังคับและคู่มือว่าด้วยความปลอดภัยในการทำงานของสถานประกอบการนั้นๆ  ซึ่งหากเจ้าของผู้ประกอบการได้ปฎิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายอย่างถูกต้องและครบถ้วนแล้วย่อมทำให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้อาคารและโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นผลลัพธ์อาจไม่เป็นดังเช่นปัจจุบัน

 

 

 

หลักการจัดการความปลอดภัยในสถานบริการ

 โดยทั่วไปแล้วหลักการจัดการทำให้อาคารมีความปลอดภัยประกอบไปด้วยส่วนสำคัญ 4 ส่วน ด้วยกันคือ

       1.การออกแบบอาคารและการก่อสร้างตกแต่งให้ถูกต้องตามกฎหมาย

 

       2.การติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันแจ้งเตือนและระงับอัคคีภัยตามมาตรฐาน

 

       3.การดูแลบำรุงรักษาและการใช้งานอย่างถูกต้อง

 

       4.จัดให้มีแผนฉุกเฉินและซ้อมอพยพหนีไฟเป็นประจำ

 

 

การศึกษาเรื่องความปลอดภัยในสถานบริการ  กรณีศึกษาของซานติก้า ผับ นั้นไม่พบว่ามีข้อมูลในเรื่องของการจัดการความปลอดภัย (Safety Management) ใดๆที่สถานประกอบการได้จัดทำขึ้นเลย   ซึ่งในอาคารประเภทสถานบริการตามกฎหมายต้องจัดให้มีแผนการบริหารจัดการเกี่ยวกับความปลอดภัยในอาคารตามกฎหมายตรวจสอบอาคาร โดยแนวทางการจัดทำแผนงานควรใช้แผนงานที่ได้มาตรฐานหรือแนวทางของทางราชการ เช่น ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง “การป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานประกอบการเพื่อความปลอดภัยในการทำงานสำหรับลูกจ้าง” ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ.2534  ซึ่งได้กำหนดแผนป้องกันอัคคีภัยในสถานประกอบการจะประกอบไปด้วย   การอบรม การรณรงค์ป้องกันอัคคีภัย การตรวจตรา การดับเพลิง การอพยพหนีไฟ  การบรรเทาทุกข์  และการปฎิรูปฟื้นฟูเมื่อเกิดอัคคีภัยแล้ว ข้อสำคัญในการวางแผนการจัดการความปลอดภัยในสถานบริการต้องกระชับเข้าใจและปฎิบัติได้ง่าย

 

          โดยองค์ประกอบของแผนดังกล่าวจะดำเนินการในภาวะต่างกัน คือ ก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้  ขณะเกิดเหตุเพลิงไหม้  และหลังจากเพลิงสงบแล้ว  สามารถแจกแจงได้ดังนี้

 

          ๑)ก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้    จะประกอบไปด้วยแผนป้องกันอัคคีภัยต่างๆ 3 แผน คือ

 

                 ๑.๑) แผนการอบรม โดยกำหนดผู้รับผิดชอบดำเนินการฝึกอบรม เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานหรืออาจเป็นวิทยากร เจ้าหน้าที่จากภายนอกโดยมีหลักสูตรที่สำคัญ เช่น  การป้องกันและระงับอัคคีภัยเบื้องต้น  การซ้อมอพยพหนีไฟ การปฐมพยาบาล เป็นต้น

 

                 ๑.๒) แผนการรณรงค์เกี่ยวกับการป้องกันอัคคีภัย โดยกำหนดหัวข้อ เช่น การจัดทำคู่มือเกี่ยวกับการป้องกันอัคคีภัย การประชาสัมพันธ์เรื่องอัคคีภัย การติดป้ายสัญลักษณ์เตือนด้านอัคคีภัย เป็นต้น

 

                 ๑.๓) แผนการตรวจตรา โดยการจัดทำแผนกำหนดหน้าที่และพื้นที่ผู้รับผิดชอบรวมถึงลำดับขั้นตอนการปฎิบัติงานต่างๆ เช่น การสำรวจประเมินความเสี่ยงภัยอันตรายในสถานบริการ  การดูแลซ่อมบำรุงและทดสอบความพร้อมใช้ของระบบอุปกรณ์ป้องกันและระงับอัคคีภัยสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้และอื่นๆ  การตรวจความพร้อมเส้นทางหนีไฟ ประตูหนีไฟ โดยต้องมีการบันทึกผลการตรวจตราหรือทดสอบทุกครั้ง

 

          ๒)ขณะเกิดเพลิงไหม้  จะประกอบด้วยแผนเกี่ยวกับการดับเพลิงและลดความสูญเสีย โดยจะประกอบไปด้วยแผนต่างๆ ๓ แผน คือ

 

                  ๒.๑) แผนการดับเพลิง เช่น การจัดทำแผนผังลำดับขั้นตอนการปฎิบัติเมื่อเกิดเพลิงไหม้

 

                  ๒.๒) แผนการอพยพ โดยการจัดทำแผนและมอบหมายให้พนักงาน/ลูกจ้าง มีหน้าที่ในการนำอพยพหนีไฟให้แก่ผู้เข้ามาใช้อาคารเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ เนื่องจากเป็นอาคารที่ผู้เข้าใช้ไม่มีโอกาสได้รับรู้แผนอพยพ

 

                  ๒.๓) แผนบรรเทาทุกข์ขณะเกิดเพลิงไหม้ ให้จัดแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ  เช่น การค้นหาผู้ติดค้างการปฐมพยาบาล การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ  เป็นต้น

 

          ๓) หลังเพลิงไหม้สงบลงแล้ว  จะประกอบด้วยแผนที่จะดำเนินการเมื่อเหตุเพลิงไหม้สงบลงแล้ว 2 แผน คือ

 

                 ๓.๑) แผนบรรเทาทุกข์ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องจากภาวะเกิดเหตุเพลิงไหม้และประสานงานด้านจ่ายค่าสินไหมชดเชยผู้ได้รับความเสียหายรวมถึงการประสานกับพนักงานสอบสวน, ญาติผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตและสื่อมวลชน ในการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง

 

                 ๓.๒) แผนปฎิรูปฟื้นฟู โดยการรายงานสถานการณ์และข้อมูลต่างๆกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้นำไปวิเคราะห์และวัดประเมินผลเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปรับปรุงแผนป้องกันและระงับอัคคีภัยประเภทอาคารสถานบริการต่อไป

 

 

 

   ในการจัดทำแผนต่างๆมีแนวทางดำเนินการดังนี้         

          ๑)เจ้าพนักงานท้องถิ่นจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจัดทำแผนประกอบไปด้วยตัวแทนของสถานประกอบการหรือผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น เจ้าของกิจการ, พนักงาน, วิศวกรที่ปรึกษาด้านความปลอดภัย, เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน,หัวหน้าสถานีดับเพลิงในพื้นที่, หัวหน้าของหน่วยงานกู้ภัยหรือการแพทย์ฉุกเฉินใกล้เคียง   เป็นต้น

 

          ๒)ในแผนต้องกำหนดบุคคลผู้รับผิดชอบอำนาจหน้าที่และพื้นที่รับผิดชอบอย่างชัดเจน

 

          ๓)ในการมอบหมายภารกิจที่ต้องปฎิบัติในระยะเวลาเดียวกันจะต้องแยกผู้ปฎิบัติ อย่าเป็นบุคคลเดียวกัน

 

          ๔)แผนที่ต้องปฎิบัติขณะเกิดเพลิงไหม้ต้องชัดเจนไม่คลุมเครือ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ต้องการความรวดเร็วในการปฎิบัติและมีความถูกต้องแม่นยำ ซึ่งหลายๆคนอาจอยู่ในอาการตกใจจะมีผลทำให้เกิดพฤติกรรมที่คาดไม่ถึงได้ การฝึกซ้อมบ่อยๆจะทำให้ผู้ปฎิบัติมีความมั่นใจและปฏิบัติได้ถูกต้องเมื่อเกิดเหตุการณ์จริง

 

       นอกเหนือจากการจัดทำแผนการบริหารจัดการความปลอดภัยในสถานบริการแล้ว เจ้าของหรือผู้ประกอบการที่อาคารสถานบริการของตนเข้าเกณฑ์  ต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบสถานบริการตามกฎหมายควบคุมอาคารทุกปี

 

 

 

กฎกระทรวงกำหนดให้ผู้ตรวจสอบทำการตรวจสอบในเรื่องของความปลอดภัยด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้

 

 

๑)การตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคาร

      (ก)การต่อเติมดัดแปลงปรับปรุงตัวอาคาร

      (ข)การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักบรรทุกบนพื้นอาคาร

      (ค)การเปลี่ยนสภาพการใช้อาคาร

      (ง)การเปลี่ยนแปลงวัสดุก่อสร้างหรือวัสดุตกแต่งอาคาร

      (จ)การชำรุดสึกหรอของอาคาร

      (ฉ)การวิบัติของโครงสร้างอาคาร

      (ช)การทรุดตัวของฐานรากอาคาร

 

 

๒)การตรวจสอบระบบและอุปกรณ์ประกอบของอาคาร

      (ก)ระบบบริการและอำนวยความสะดวก เช่น ระบบไฟฟ้า, ระบบปรับอากาศ, ระบบลิฟต์ (ถ้ามี) ฯลฯ

      (ข)ระบบสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม เช่น ระบบประปา, ระบบระบายน้ำเสียและบำบัดน้ำเสีย, ระบบระบายน้ำฝน, ระบบระบายอากาศ, ระบบควบคุมมลพิษทางอากาศและเสียง ฯลฯ

       (ค)ระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย เช่น บันไดหนีไฟและทางหนีไฟ, เครื่องหมายและไฟป้ายทางออกฉุกเฉิน, ระบบระบายควันและคุมการแพร่กระจายควัน, ระบบไฟฟ้าสำรองฉุกเฉิน, ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้, การติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง, ฯลฯ

 

 

๓)การตรวจสอบสมรรถนะของระบบและอุปกรณ์ต่างๆของอาคารเพื่ออพยพผู้ใช้อาคาร

       (ก)สมรรถนะบันไดหนีไฟและทางหนีไฟ

       (ข)สมรรถนะเครื่องหมายและไฟป้ายทางออกฉุกเฉิน

       (ค)สมรรถนะระบบแจ้งสัญญาณเหตุเพลิงไหม้

 

 

๔)การตรวจสอบระบบบริหารจัดการความปลอดภัยในอาคาร

       (ก)แผนการป้องกันและระงับอัคคีภัยในอาคาร

       (ข)แผนการซ้อมอพยพผู้ใช้อาคาร

       (ค)แผนการบริหารจัดการเกี่ยวกับความปลอดภัยในอาคาร

       (ง)แผนการบริหารจัดการของผู้ตรวจสอบ

 

 

 

หลักการจัดการสถานบริการขนาดเล็กกว่า 200 ตารางเมตร และมีความสูงไม่เกิน 1 ชั้น

 

          เนื่องจากสถานบริการขนาดเล็กกว่า 200 ตารางเมตร และมีความสูงไม่เกินกว่า 1 ชั้น มีเปิดให้บริการเป็นจำนวนมากและไม่อยู่ภายใต้กฎหมายตรวจสอบอาคาร ดังนั้นเพื่อเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการและความปลอดภัยของประชาชนจึงขอแนะนำแนวทางแก่สถานบริการดังนี้

 

1.ตัวอาคารกำหนดให้มีประตูทางออกไม่น้อยกว่า 2 ตำแหน่ง โดยมีระยะห่างระหว่างประตูทั้ง 2 แห่งไม่น้อยกว่าความยาวครึ่งหนึ่งของเส้นทะแยงมุมของแปลนสถานบริการ และมีขนาดความกว้างของประตูหลัก(Main Entrance)ไม่น้อยกว่า 180 เซนติเมตร มีความสูงไม่น้อยกว่า 2.00 เมตร และประตูรอง (Sub Entrance) มีขนาดความกว้างไม่น้อยกว่า 90 เซนติเมตร ความสูงไม่น้อยกว่า 2.00 เมตร โดยที่สามารถเปิดได้จากภายในอาคารตลอดเวลาที่มีผู้คนเข้าใช้สอบอาคาร

 

2..ติดตั้งระบบไฟฟ้าส่องสว่างสำรอง (Emergency Light)  เพื่อให้มีแสงสว่างสามารถมองเห็นช่องทางเดินได้ขณะเกิดเพลิงไหม้

 

3.ติดตั้งเครื่องดับเพลิงมือถือขนาดไม่น้อยกว่า 6 กิโลกรัม ในที่มองเห็นสามารถเข้าใช้สอยได้สะดวกและมีสภาพพร้อมใช้งานตลอดเวลา ติดตั้งในที่เหมาะสมโดยมีป้ายบ่งชี้อย่างชัดเจน

 

4.ติดตั้งป้ายทางออกฉุกเฉิน (Exit Sign) ชนิดเปล่งแสงในตัวเอง รูปแบบตามมาตรฐานกรมโยธาฯ ที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนอย่างน้อยที่ตำแหน่งด้านบนของทุกประตูทางออก

 

5.ไม่วางหรือติดตั้งสิ่งของใดๆ อันเป็นลักษณะกีดขวางเส้นทางอพยพหนีไฟของผู้ใช้อาคาร

 

6.ไม่ใช้วัสดุประเภทเชื้อเพลิงเข้ามาตกแต่งอาคาร เช่น นวมฟองน้ำ ไฟเบอร์กลาสเรซิ่น โพลีสไตรีนโฟม เป็นต้น

 

7. จำกัดจำนวนผู้เข้าใช้บริการในพื้นที่ไม่ให้เกินขีดกำหนดของความจุคนสูงสุดตามมาตรฐาน ของ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ หรือ NFPA

 

 
   

 

 


ผังระบบการจัดการด้านความปลอดภัยของอาคารสถานบริการ

      

 

 ความเห็นและข้อเสนอแนะ      

 

 

              จากข้อมูลผลการศึกษาจะเห็นได้ว่าปัญหาและอุปสรรคที่พอจะประมวลได้จากกรณีซานติก้าผับนี้มีหลายประการ ซึ่งแต่ละประเด็นล้วนเป็นผลเชื่อมโยงกันอันนำไปสู่สภาพของสถานบริการที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงไม่ปลอดภัย หากจะพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วถ้าเจ้าของหรือผู้ประกอบการเพียงแต่ปฎิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย สภาพของอาคารย่อมมีความปลอดภัยสูงขึ้นและความปลอดภัยนี้ยังส่งผลมาถึงผู้ใช้อาคารโดยตรง  จึงขอให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเป็นแนวทางสำหรับอาคารสถานบริการแห่งอื่นๆใช้ดำเนินการ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณชนต่อไป ซึ่งสามารถแบ่งลักษณะการจัดการได้ 3 ฝ่าย ที่เกี่ยวข้องดังนี้

 

           ๑)ในด้านการบริหารจัดการความปลอดภัยในการใช้อาคาร โดยผู้ประกอบการหรือเจ้าของอาคาร

           ๒)ในด้านของการออกแบบ ก่อสร้าง ตกแต่ง  โดยวิศวกรหรือสถาปนิก

           ๓)ในด้านการจัดการของภาครัฐที่จะกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

 

 

๑)ในด้านการบริหารจัดการความปลอดภัยในการใช้อาคาร โดยผู้ประกอบการหรือเจ้าของอาคาร

            ก)สร้างจิตสำนึกในการประกอบธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล (Good Governance) คือ มีการปกครอง การบริหาร การจัดการ การควบคุมดูแล ฯลฯ ในกิจการให้ถูกต้องเป็นไปตามครรลองครองธรรม

 

            ข)เมื่อจะมีการว่าจ้างให้ดำเนินการออกแบบ ก่อสร้าง ดัดแปลง ตกแต่ง หรือการกระทำอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับงานวิศวกรรมหรือสถาปัตยกรรมแล้ว ต้องเลือกวิศวกรหรือสถาปนิกที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมหรือสถาปัตยกรรมควบคุม

 

             ค)ปฎิบัติตามข้อกำหนดหรือบทบัญญัติของกฎหมายอย่างครบถ้วน เช่น การขออนุญาตก่อสร้างและใช้อาคาร, การขออนุญาตเปิดสถานบริการ, การจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินบุคคลภายนอก ฯลฯ และไม่ใช้ช่องว่างหรือประโยชน์จากความไม่ชัดเจนคลุมเครือของกฎหมาย เพื่อนำประโยชน์มาสู่ตนเองหรือพวกพ้อง

 

             ง)ดำเนินการด้วยความไม่ประมาทโดยเฉพาะพื้นที่ในอาคารสถานบริการ ห้ามก่อประกายไฟ หรือการแสดงอื่นใดอันอาจเป็นลักษณะเสี่ยงภัยจากอัคคีภัยหรือภัยอันตรายอื่นๆได้ และหากจำเป็นการดำเนินการทุกครั้งจะต้องมีผู้รับผิดชอบที่มีความรู้และประสบการณ์โดยตรงเป็นผู้ควบคุมและดำเนินการเท่านั้น

 

             จ)จำกัดปริมาณบุคคลที่เข้าใช้อาคารตามที่ผู้ออกแบบได้กำหนดไว้ และติดตั้งป้ายแสดงความจุสูงสุดที่อนุญาตของอาคารไว้หน้าประตูทางเข้าหลักที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน

 

             ฉ)จัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานตามกฎหมายแรงงาน เพื่อดูแล สำรวจความเสี่ยงภัย ตรวจตราและทดสอบอุปกรณ์ในด้านความปลอดภัยให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพื่อความปลอดภัยรวมถึงการจัดทำแผนและซักซ้อมการปฎิบัติตามแผนอพยพในภาวะฉุกเฉินหรือเกิดอัคคีภัย โดยต้องกระทำเป็นประจำ

 

             ช)จัดให้มีการตรวจสอบอาคารเป็นประจำทุกปีตามกฎหมายตรวจสอบอาคาร แม้ว่าอาคารสถานบริการจะยังปฎิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นๆก็ตาม เพราะการตรวจสอบอาคารของผู้ตรวจสอบเป็นการตรวจสอบเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้อาคาร มิได้เป็นการตรวจจับผิดในแง่ของกฎหมาย

 

 

 

๒)ในการออกแบบ ก่อสร้าง ตกแต่ง อาคารสถานบริการ โดยวิศวกรหรือสถาปนิก

              ก)ออกแบบโดยยึดถือตามข้อบังคับหรือบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่บังคับใช้ ณ เวลานั้นๆ

 

              ข)ออกแบบโดยศึกษาถึงความเหมาะสมและความปลอดภัยตามข้อกำหนดของมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป เช่น มาตรฐาน วสท., มาตรฐาน NFPA เป็นต้น

 

              ค)ออกแบบภายใต้แนวความคิดด้านความปลอดภัยเป็นสำคัญ ผู้เกี่ยวข้องต้องมีหลักจริยธรรมและความปลอดภัยของชีวิตขั้นสูงสุด

 

              ง)ศึกษาหาความรู้เพิ่มพูนในด้านของกฎหมายที่เกี่ยวข้องและในด้านวิศวกรรมความปลอดภัยสม่ำเสมอ

 

             จ)ยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพของตนโดยเคร่งครัด

 

 

๓)ในด้านของภาครัฐที่จะออกกฎหมายข้อบังคับรวมถึงการกำกับดูแลบังคับใช้กฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง  สามารถแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะสั้น ระยะยาว

 

 

               ระยะสั้น

              ก)ทำการประชาสัมพันธ์อบรมให้ความรู้ในเรื่องของกฎหมายที่ใช้ควบคุมสถานบริการ ให้แก่ผู้ประกอบการโดยเน้นไปที่ตัวเจ้าของกิจการให้รับทราบโดยทั่วถึง 

 

              ข)ทำการประชาสัมพันธ์และให้ความรู้รวมถึงหลักปฎิบัติที่ถูกต้องสำหรับประชาชน ในการเข้าใช้อาคารประเภทสถานบริการเพื่อความปลอดภัยในด้านอัคคีภัย

          

              ค)เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องต้องมีการตรวจตราอาคารที่อยู่ภายในเขตพื้นที่รับผิดชอบของตน ให้ปฎิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายโดยเคร่งครัดอย่างสม่ำเสมอ

 

              ง)เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องมีการบังคับใช้กฎหมายตรวจสอบอาคารโดยเข้มงวด

 

              จ)ส่งเสริมจัดหาในเรื่องอุปกรณ์ที่ทันสมัยและจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอรวมถึงมีการอบรมเพิ่มพูนความรู้และแนวทางการปฎิบัติงานให้กับหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานการแพทย์ฉุกเฉิน เป็นประจำ

 

 

 

               ระยะยาว

 

                ก)ปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาคาร ในเรื่องของอาคารประเภทสถานบริการให้ทันสมัยกับนานาอารยะประเทศ โดยการนำบทเรียนหรือเหตุการณ์ที่ได้รับมาเป็นแนวทางในการออกกฎหมายที่เหมาะสมกับยุคสมัย เช่น  แบ่งประเภทของสถานบริการออกตามขนาดพื้นที่เพื่อสะดวกในการออกระเบียบควบคุม,  กำหนดจำนวนผู้เข้าใช้บริการต่อจำนวนพื้นที่, กำหนดคุณสมบัติของวัสดุที่ใช้ก่อสร้างตกแต่งต้องเป็นชนิดวัสดุทนไฟหรือไม่ลามไฟ, กำหนดให้โครงสร้างหลักต้องทนไฟ, กำหนดให้ต้องมีระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรอง เครื่องสูบน้ำดับเพลิง, กำหนดให้ต้องมีระบบป้องกันเพลิงไหม้ ระบบสัญญาณแจ้งเตือนเพลิงไหม้ การติดตั้งเครื่องดับเพลิง ระบบดับเพลิงอัตโนมัติและการติดตั้งระบบควบคุมการแพร่กระจายของควัน, กำหนดให้ต้องมีจำนวนทางออก ประตูทางออก ทางหนีไฟ บันไดหนีไฟ และประตูหนีไฟตามมาตรฐาน วสท., กำหนดให้มีป้ายบอกทางหนีไฟภายในอาคาร, กำหนดให้ต้องจัดให้มีระบบระบายอากาศ, กำหนดให้ต้องจัดให้มีกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก, กำหนดให้ต้องมีแผนบริหารจัดการความปลอดภัยและให้มีการซ้อมอพยพหนีไฟสม่ำเสมอ

 

                ข)ปรับปรุงกฎหมายสถานบริการ โดยกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการขอต่อใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ ต้องมีใบรับรองการตรวจสอบสภาพอาคารจากผู้ตรวจสอบตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร

 

                ข)ผลักดันให้มีมาตรฐานอาคารแห่งชาติ (National Building Code) เพื่อเป็นมาตรฐานที่ยึดถือต่อไป

 

                ค)จัดทำบันทึกข้อมูล สถิติ รวมถึงการสอบสวนวิเคราะห์หาสาเหตุและกระบวนการต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางใช้ศึกษาถึงวิธีการป้องกันและระงับภัยอาคารประเภทสถานบริการ

 

                ง)จัดตั้งหน่วยงานตัวอย่างเพื่อนำร่องในการปฎิบัติการเรื่องการป้องกันและระงับอัคคีภัย เช่น สถานีดับเพลิงกับอาคารประเภทสถานบริการในท้องที่ เพื่อเป็นต้นแบบการฝึกอบรมและใช้ในการซักซ้อมแผนการจัดการด้านความปลอดภัยร่วมกัน เป็นต้น

 

                จ)เพิ่มกลไกการตรวจสอบการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐโดยบุคคลที่สาม (Third Party) เช่น การตรวจสอบด้านการออกใบอนุญาตต่างๆ และมีบทลงโทษทางกฎหมายอย่างรุนแรงสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตหรือประพฤติมิชอบในการปฎิบัติราชการ รวมถึงการประสานงานและการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานราชการต่างๆที่เกี่ยวข้อง

  

 

 

บทสรุป

         ในการศึกษาครั้งนี้ไม่ได้ศึกษาในประเด็นของตัวบุคคลผู้ที่กระทำความผิดหรือสาเหตุของเพลิงไหม้ เนื่องจากขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการของพนักงานสอบสวน แต่ได้ศึกษาและบันทึกในประเด็นของข้อบกพร่องความผิดพลาดหรือไม่ปฎิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายอย่างถูกต้องและครบถ้วนรวมถึงการใช้ช่องว่างของกฎหมายในการดำเนินธุรกิจสำหรับเจ้าของกิจการอันอาจเป็นที่มาของโศกนาฎกรรมในครั้งนี้ รวมถึงความสำคัญของการจัดให้มีแผนการบริหารจัดการเกี่ยวกับความปลอดภัยในอาคาร เพื่อเป็นบทเรียนและกรณีศึกษาให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจสถานบริการ   ส่วนของผู้ออกแบบนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเป็นการลงลายมือชื่อด้วยตนเองจริงหรือถูกปลอมแปลงลายเซ็นที่ใช้ในเอกสารขออนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารซึ่งเป็นเรื่องที่พนักงานสอบสวนจะดำเนินการสืบหาข้อเท็จจริงและทางสภาวิชาชีพควรจะดำเนินการพิจารณาตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพ  เมื่อได้ผลสรุปจากพนักงานสอบสวนและประกาศให้สาธารณชนรับทราบต่อไป   ส่วนสุดท้ายเป็นเรื่องของภาครัฐที่ต้องดำเนินการปรับปรุงข้อกฎหมายให้มีความเหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบันโดยเฉพาะพระราชบัญญัติควบคุมอาคารที่ต้องมีข้อบังคับที่ชัดเจนสำหรับอาคารประเภทสถานบริการ  เนื่องจากอาคารประเภทนี้มีลักษณะรูปแบบการใช้ประโยชน์เป็นการเฉพาะซึ่งมีความแตกต่างจากอาคารประเภทอื่นๆ  หรือแม้กระทั่งกฎกระทรวงกำหนดให้สถานบริการต้องจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลภายนอกนั้นก็มีข้อบกพร่องตามที่ได้ให้ข้อสังเกตุไว้เพราะกรมธรรม์นี้จะเป็นหลักประกันให้แก่ประชาชนผู้ใช้อาคารที่ได้รับความเสียหายว่าจะได้รับค่าชดเชยจากบริษัทผู้รับประกันภัย  และประการที่สำคัญถึงแม้อาคารสถานบริการจะยังไม่ได้ปฎิบัติให้ถูกต้องตามข้อกฎหมายครบถ้วนก็ตาม  เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องเข้มงวดกวดขันให้เจ้าของหรือผู้ประกอบการดำเนินการจัดให้มีการตรวจสอบอาคารเป็นประจำทุกๆปี  เนื่องจากผู้ตรวจสอบจะดำเนินการตรวจสอบด้านความปลอดภัยของอาคารในเรื่องต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านอัคคีภัยและให้คำแนะนำรวมถึงทดสอบสมรรถนะของอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการตรวจสอบระบบบริหารจัดการความปลอดภัยในอาคารว่าได้กระทำตามแผนที่ได้กำหนดไว้หรือไม่  อีกทั้งเจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องชี้แจงให้ความรู้แก่เจ้าของอาคารหรือผู้ประกอบการให้รับทราบว่าการตรวจสอบอาคารนี้มิได้เป็นการตรวจจับผิดแทนเจ้าหน้าที่ภาครัฐหรือตรวจสอบว่าเจ้าของผู้ประกอบการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่แต่อย่างใด เพราะเจตนารมย์ในการตรวจสอบของกฎหมายควบคุมอาคารก็เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้อาคารเป็นสำคัญ

 

 

 

เอกสารอ้างอิง

[1] กระทรวงมหาดไทย, “พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.๒๕๒๒ (ฉบับที่ ๒ พ.ศ.๒๕๓๕, ฉบับที่ ๓ พ.ศ.๒๕๔๓)” กรมโยธาธิการและผังเมือง

[2] กลุ่มกิจการโรงแรมและสถานบริการ, “คำอธิบายกฎหมายสถานบริการ” กรมการปกครอง

[3] กระทรวงแรงงาน,    “กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ.๒๕๔๙”

[4] กระทรวงมหาดไทย, “กฎกระทรวงกำหนดชนิดหรือประเภทของอาคารที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารหรือผู้ดำเนินการต้องทำประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลภายนอก พ.ศ.๒๕๔๘”

[5] กระทรวงมหาดไทย, “การป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานประกอบการเพื่อความปลอดภัยในการทำงานสำหรับลูกจ้าง ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๔”

[6] กระทรวงสาธารณสุข, “จากเคเดอร์ สู่ซานติก้าผับ จนถึงเสือป่าพลาซ่า ภาพสะท้อนวิบัติไทยที่คนไทยต้องจดจำ”, สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ, ๒๕๕๒

[7] วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, “มาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย”, กันยายน ๒๕๕๑

[8] National Fire Protection Association (NFPA), “The 10 Deadliest foreign (Outside U.S.) nightclub fires since 1970” http://www.nfpa.org

[9] National Fire Protection Association (NFPA), “NFPA 101 Life Safety Code” 2000Edition

[10] พิชญะ จันทรานุวัฒน์, “บทเรียนความสูญเสียจากเหตุการณ์เพลิงไหม้สถานบันเทิง ซานติก้า ผับ”, ๒๕๕๒

[11] รณภพ สุนทรโรหิต, “บทความผู้ตรวจสอบอาคาร” วารสาร Construction and Property, ประจำเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๘

     [12] รณภพ สุนทรโรหิต, “ผู้ตรวจสอบอาคาร” ทำเนียบผู้ตรวจสอบอาคาร ปี 2009-2010 สมาคมผู้ตรวจสอบและบริหารความปลอดภัยอาคาร